ย้ายอาเซียนซัมมิทไปหัวหิน คำขู่เสื้อแดงเงื่อนไขหนึ่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว วันนี้ (7 ม.ค.) ว่า จะเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 (อาเซียนซัมมิท) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจากในกรุงเทพฯ เป็น อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. ถึงวันที่ 1 ม..ค 2552 โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจย้าย สถานที่จัดการประชุม นอกจากนั้น ยังได้รับคำแนะนำจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยที่เห็นว่า อ.หัวหิน ง่ายแก่การรักษาความปลอดภัย

 

นายก รัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเรื่องปกติไม่แตกต่างจากการเคลื่อนไหว ที่ผ่านมาๆ อย่างไรก็ตาม ถ้ายืนยันจะจัดการประชุมที่กรุงเทพฯ ก็ยืนยันได้ แต่การชุมนุมอะไรต่างๆ โดยเฉพาะการประกาศจะขัดขวางก็ไม่อยากให้เกิดปัญหา เหมือนกับที่ยอมตามที่ประธานรัฐสภานัดย้ายแถลงนโยบายนอกสถานที่ เพราะไม่ต้องการเห็นคนไทยเสียเลือดเนื้อ

 

ด้าน นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเตรียมเคลื่อนไหวขัดขวางการประชุมอาเซียนซัมมิทของกลุ่มคนเสื้อแดงถือ เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ซึ่งการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งนี้ ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับฝ่ายค้าน

 

นายวิชาญ มีนชัยนันท์  ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ฝ่ายค้าน ร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีในการจัดประชุมอาเซียนซัมมิทว่า  พรรค เพื่อไทยช่วงที่เป็นรัฐบาลพยายามจัดการประชุมดังกล่าว แต่ไม่สำเร็จ เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนในการร่วมมือจัดการประชุมแต่อย่างใด

 

"แต่ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมให้ร่วมมือสนับสนุน เพราะเห็นว่าเพื่อประเทศชาติ แต่อยากให้แยกแยะว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาไม่ถูกต้อง กับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเป็นคนละเรื่องกัน" นายวิชาญ  กล่าว

 

ในวิสัยทัศน์ 2020 ได้กำหนดให้อาเซียนส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกโดยเฉพาะการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) ทั้ง 10 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ แคนาดา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย เพื่อทำให้เกิดสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศในภูมิภาคที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน อาเซียนพยายามชักชวนให้ประเทศคู่เจรจาเข้าเป็นภาคีในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำหนดแนวทางการดำเนินความสัมพันธ์ของรัฐต่างๆ ในภูมิภาคโดยคำนึงถึงสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญทางเศรษฐกิจร่วมกัน (ขณะนี้เหลือเพียงสหรัฐฯ แคนาดา และสหภาพยุโรปที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในสนธิสัญญานี้) นอกจากนี้ หลายประเทศคู่เจรจา (ยกเว้นนิวซีแลนด์และแคนาดา) ยังได้ ลงนามในเอกสารความเป็นหุ้นส่วนกับอาเซียนและมีแผนปฏิบัติการร่วมในการดำเนินความร่วมมือใน ด้านต่างๆ กับอาเซียน โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้การรวมตัวของอาเซียนเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย และโครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) แต่ละประเทศสมาชิก   อาเซียนจะแบ่งกันทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเหล่านี้ โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนกันทุก ๆ 3 ปี ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2543 – กรกฎาคม 2546  จะเป็นไปตามนี้ -          บรูไน  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย-          กัมพูชา  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับแคนาดา-          อินโดนีเซีย  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับจีน -          ลาว  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป-          มาเลเซีย  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับอินเดีย-          พม่า  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น-          ฟิลิปปินส์  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี-          สิงคโปร์  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับนิวซีแลนด์-          ไทย  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย-          เวียดนาม  ประสานงานระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ  โดยอาเซียนได้มีการปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอกับประเทศคู่เจรจาเหล่านี้ในลักษณะการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ และการพบปะกันในระดับรัฐมนตรีในการประชุมที่เรียกว่า Post Ministerial Conferences (PMC) ซึ่งจะมีขึ้นภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ          อาเซียนในทุกปี ในช่วงเดือนกรกฎาคม รวมทั้งการประชุมระดับผู้นำอาเซียน+3 และอาเซียน+1 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารรรัฐเกาหลี)              ซึ่งมีขึ้นภายหลังการประชุมสุดยอดอาเซียนในช่วงปลายปีของทุกปี                         นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาและองค์การระหว่างประเทศ อาเซียนได้จัดตั้งคณะกรรมการในนครหลวงของประเทศคู่เจรจา ที่เรียกว่า คณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สาม (ASEAN Committee in Third Country)คณะกรรมการเหล่านี้ประกอบด้วยหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศเจ้าภาพ มีหน้าที่ในการปรึกษาหารือและประสานงานกับรัฐบาลประเทศคู่เจรจาเกี่ยวกับความช่วยเหลือและความร่วมมือที่ให้แก่ประเทศอาเซียน